Movie
อ่านบทความพิเศษ "เล่าเรื่องผีหลอก" เขียนโดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล
จาก Bioscope ฉบับที่ 78 เดือนพฤษภาคม 2551 แล้ว ทนไม่ได้จริงๆ
อยากจะมาประกาศให้ไปหาซื้อมาอ่านกันเยอะๆ (หน้าปก Indiana Jones)
สำหรับคนที่ไม่ทราบมาก่อน ย่อๆ ก็คือ ‘แสงศตวรรษ’ หรือ Syndromes and a Century
คือหนังที่ไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์
เมื่อวันที่ 2 เมษายน และ 10 เมษายน พ.ศ. 2550 โดยมีเงื่อนไขให้ตัดฉากสำคัญออกไป 4 ฉาก
(ภายหลังจากอุทธรณ์แล้วเพิ่มเป็น 6 ฉาก) คือ
- ฉากพระเล่นกีตาร์
- ฉากพระเล่นเครื่องร่อน
- ฉากหมอกอดจูบกับแฟนสาวแล้วเป้าตุง
- ฉากหมอดื่มเหล้าในโรงพยาบาล
- ฉากที่เห็น พระบรมรูปสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (ใหม่)
- ฉากที่ปรากฏให้เห็นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับคู่กับสมเด็จย่า (ใหม่)
ซึ่งทางคณะกรรมการชี้ว่ามีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรศาสนาและองค์กรทางการแพทย์
ถ้าตัดออกตามนี้แล้วจึงจะอนุญาตให้ฉายได้ ซึ่งอภิชาติพงศ์ ได้ตัดสินใจที่ไม่ฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ในประเทศไทย
(ข้อมูลโดยละเอียดแนะนำให้อ่านที่ วิกิพีเดียและลิงก์อ้างอิงอื่นๆ ในวิกิพีเดียเช่นกัน)
ขอเลือกที่จะยกมาให้อ่านบางส่วนก็แล้วกันครับ
พวกเราสองคนออกมาจากห้องแล้วพยายามจดและทบทวนคำพูดหลอนประสาทต่างๆ ของพวกเขา
(ผู้เขียนขอบอก ณ ที่นี้ว่า นี่ไม่ใช่การยกคำพูดของพวกท่านผู้มีเกียรติเหล่านี้มาอย่างทุกถ้อยคำ) ดังนี้ผู้แทนเลขาธิการแพทยสภา :
- ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำความเสื่อมเสียให้วงการแพทย์ไทยเพราะมีฉากแพทย์จิบสุราในเวลางาน (แพทย์หญิงสูงวัยเกิดการประหม่าเนื่องจากจะต้องออกโทรทัศน์ จึงจิบสุรา - ผู้กำกับ)
- ทำไมผู้สร้างไม่ทำหนังที่พูดถึงด้านดีๆ ของหมอออกมา แสดงว่าไม่รู้ ไม่ศึกษาจริยธรรมของแพทย์
- แปลกใจที่ทราบว่าผู้สร้างมีพ่อแม่เป็นหมอ
- ทำไมไม่ทำฉากที่นักศึกษาแพทย์หลังเลิกงานแล้วเล่นกีฬากัน แล้วอาจจะมีจิบๆ เหล้าบ้างก็น่าจะได้
- คุณรู้จักวงการแพทย์ดีพอแค่ไหนที่จะทำหนังเรื่องนี้
- ถ้าปล่อยฉากเหล่านี้ออกไป แล้วมีคนร้องเรียนมา ดิฉันก็จะต้องทำงานไม่จบไม่สิ้น (นี่แสดงว่าขี้เกียจทำงานหรือเปล่า ความจริงแล้วถ้าเขาร้องเรียนมา เขาก็ฟ้องที่ผู้สร้างทางกฎหมาย คุณไม่ต้องมารับผิดชอบ)
ดูหนังควบอีกแล้ว ที่จริงไม่รู้จะเขียนอะไร
แต่มีน้องที่เคารพแซวว่าอัพเดือนละครั้ง ไหนว่าจะเขียนบ่อยๆ
เลยมาพูดถึงซะหน่อย
ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น เป็นหนัง GTH เรื่องแรกที่ตอนดูตัวอย่างรู้สึกอยากดูน้อยมาก (เทียบกับเรื่องก่อนๆ)
ส่วน The Spiderwick Chronicles นั่นยิ่งกว่าอีก
รู้สึกเลี่ยนกับหนังที่สร้างจากวรรณกรรมเยาวชนทั้งหลายแล้วก็ระดมเทคนิคพิเศษด้าูนภาพเยอะๆ เต็มทีแล้ว
(Water Horse นี่ผมไม่ดูแน่ๆ ใครอยากดูโนบีตะกับพีสุเกะเวอร์ชั่นฝรั่งก็ลองดูละกัน)
แต่กับหนังไทยเรื่องแรก เพียงแค่รู้สึกอยากดูน้อยเ่ท่านั้น แต่จริงๆ แล้วก็คงจะดูอยู่ดี
อย่างน้อยก็คิดว่าดีกว่าไปดู ถอดรหัสวิญญาณหรือบ้านผีเปิบล่ะนะ
เอาเข้าจริงๆ ก็ชอบครับ ก็อย่างที่รู้ๆ กันว่าเรื่องนี้เป็นเหมือนหนังสั้นสี่เรื่อง
มาเรียงร้อยต่อกัน คล้ายๆ Love actually นั่นแหละ แต่ตัวละครไม่เยอะเท่า
แถมหนังก็มีแก๊กพาดพิงถึงหนังโรแมนติคชื่อดังเรื่องนี้ด้วย คิดว่าคงเข้าใจกันหมด
เพราะคงมีไม่กี่คนที่ไม่ได้ดู "ทุกหัวใจมีรัก" (ใครไม่เคยดูก็หามาดูซะนะ)
ผมชอบตอนที่เป็นเรื่องราวของโอ๋เล็ก ที่น้องโฟกัสเล่นน่ะแหละ (โตเป็นสาวน่ารักเข้าไปใหญ่)
ส่วนตอนอื่นๆ ก็ชอบใกล้เคียงกันไปหมด
หนุ่มๆ ก็คงตั้งใจไปดูน้อง Sora Aoi กันให้หนำใจ ซึ่งก็ไม่ผิดหวังซะทีเดียว
็ดูแล้ว "อิ่มอก" อิ่มใจดีครับ แนะนำให้ดูกันเลย ;-P
เพิ่งดูช็อคโกแลตกลับมา หลังจากเมื่อวานเพิ่งดู CJ7
น้องที่ CTBV ได้ดูช็อคโกแลตก่อน บอกว่าดูแล้วเครียดเลย
เครียดที่ว่าหนังทำได้ดี จนเป็นห่วงว่าหนัง CJ7 ของค่ายตัวเองจะแย่
เพราะเปิดตัวชนกันจังเบอร์วันตรุษจีน เรียกว่าใครดีใครอยู่

ผมก็ได้แต่บอกว่า มันก็มีชนกันแต่ก็ win-win ทั้งคู่นะ
อย่างตอนไทเทนิคกับบอนด์ ตอนพรุ่งนี้ไม่มีวันตายไง (ที่อเมริกา)
ไม่รู้จะช่วยให้สบายใจดีขึ้นรึเปล่า
ว่ากันที่ CJ7 โจวซิงฉือก็เหมือนดาราตลกหลายๆ คนที่ผันตัวขึ้นมากำกับ
เรื่องนี้เขียนบทด้วย ซึ่งทุกคนจะคล้ายๆ กันคือจะพยายามเน้นดราม่า
ก็ประสบความสำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง (ดูอย่างทาเคชิ คิตาโน่สิ บ้านเราก็หม่ำไง)
ผมสนุกกับเรื่องนี้น้อยมาก จนรู้สึกว่าเราแก่เกินไปที่จะดูอะไรเด็กๆ แล้วรึเปล่า
ซึ่งก็ไม่น่าจะใช่ หนังมันเน้นตัวละครขาวดำ ดีเลวสุดโต่งเหมือนการ์ตูน
เอาใจเด็ก และล้อตัวเองในผลงานเก่าที่ผ่านมาอย่างเมามัน ชัดสุดก็คือ Kungfu Hustle
เทคนิคด้านภาพยังแพรวพราวหายห่วง ตั้งแต่ Saolin Soccer แล้ว
เพิ่งกลับจากดูเรื่องนี้มา หนังจะฉายจริงวันที่ 11 ตุลานี้
ชื่อหนังหมายถึง The Kingdom of Saudi Arabia ที่เป็นสถานที่ดำเนินเรื่อง

เนื้อหาค่อนข้างเคร่งเครียดนิดนึง ฉากแอ็คชั่นสมจริงมาก
ยิงกันแบบไม่มีดนตรีเลย เสียงปืนเป็นปืน ระเบิดเป็นระเบิด (ดูแล้วนึกถึง Heat)
จริงจัง และจบคมใช้ได้เลย บางคนอาจว่ารวบรัดไปนิด
ผมว่าบทหนังทำได้ดี ไม่รู้สึกว่าให้มุสลิมเป็นผู้ร้ายไปซะทั้งหมด
หรือจงใจด่าอเมริกาเกินไปตามสมัยนิยม
(คงไม่มีใครกล้าทำหนังโปรพวกมะกันอีกแล้ว ยกเว้น Transformers)
ถ้าสนใจหนังแอ็คชั่น เนื้อเรื่องดี หนักแน่น จริงจัง คมคาย ลองดูกันได้ครับ
ดารานำแต่ละคนก็น้องๆ ระดับแม่เหล็ก (ถือว่าเป็นแม่เหล็กในสายขายฝีมือ)
ผกก.ปีเตอร์ เบิร์กก็เคยทำหนังตลกแอ็คชั่นสนุกๆ อย่าง The Rundown มาก่อน
ค่อนข้างชอบ แต่ไม่มากจนดูซ้ำได้แบบ Blood Diamond ที่แนวทางคล้ายๆ กัน
คิดว่าหนังคงไม่ค่อยทำเงินในบ้านเรานัก เพราะไม่ใช่แอ็คชั่นเต็มตัว
ใครเข้าใจผิดว่าจะได้ดูหนังแอ็คชั่นบู๊สะบัด อาจออกมาด่ากันทีหลังได้


ดูเหมือนว่าเจสัน บอร์นจะเป็นหนังภาคสาม เรื่องสุดท้ายในเทศกาลหนังภาคสามประจำซัมเมอร์นี้
และผลลัพธ์ออกมาสวยงามที่สุด ไม่ขาดๆ เกินๆ เหมือนพวกไตรภาคเรื่องอื่นๆ
แมท เดมอน ก็ให้ข่าวว่าคงจะพอแล้วกับบทบาทนี้เหมือนกัน
เพราะเล่นตั้งแต่ identity ถึงขั้น supreme แล้วยังจะ ultimate อีก จะสุดยอดกันไปถึงไหน
แต่อะไรๆ ก็ไม่แน่นอน ขนาดนิยายที่คนแต่งดั้งเดิมตายไปแล้ว ยังมีภาค The Bourne Lagacy ออกมาได้
ไม่แน่อีกหน่อย อาจจะมีหนังที่เล่าย้อนว่าก่อนบอร์นจะเป็นอย่างนี้ มีเรื่องราวเป็นยังไงมาก่อนก็ได้
(ตามสมัยนิยมที่ชอบสร้างภาค prequel กัน)
ภาคนี้ได้ผู้กำกับจากภาค supremacy มาทำหน้าที่เดิม หลังจากสร้างชื่อจากครั้งที่แล้ว
แถมยังคั่นเวลาด้วยการไปทำหนังผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบิน United 93 ออกมาได้ดีล้ำเลิศจนมีแต่คนชม
แต่ขอเตือนสำหรับคนที่ไม่ชอบสไตล์การกำกับภาพแบบใช้ handycam ของพอล กรีนกราสส์
ภาคนี้เค้าย้งคงคอนเซปต์เก่า เอากล้องวิ่งตามบอร์นจนเวียนหัวยิ่งกว่าภาคที่แล้วอีกหลายเท่าตัว
โชคดีที่ผมไม่วิงเวียนไปกับเค้า เลยเมามันเต็มที่กับการติดตามบอร์นแบบแทบจะทุกฝีก้าว
มาคุยกันถึงตัวหนังบ้าง (เท่าที่ไม่เฉลยจุดสำคัญ)


Space
del.icio.us
Flickr
Stumble!
Multiply
Wikipedia